Heavy-duty anti-corrosionvinyl resin fiberglass flooring :
พื้นไวนิลเรซินไฟเบอร์กลาส ป้องกันการกัดกร่อน ทนกรด-ด่าง รุนแรง เสริมแรงด้วยไฟเบอร์
รายละเอียดผลิตภัณฑ์ : ระบบพื้นไวนิลเอสเทอร์เรซิ่น (Vinyl Ester Resin) คือนวัตกรรมที่ผสานจุดเด่นของวัสดุ 2 ชนิดเข้าด้วยกันอย่างลงตัว :
ความแข็งแกร่งทางกายภาพ : มีความเหนียวและทนทานสูงเหมือน “อีพ็อกซี่เรซิ่น”
การแห้งตัวรวดเร็ว : มีคุณสมบัติการเซ็ตตัวไวเหมือน “โพลีเอสเตอร์เรซิ่น”
คุณสมบัติเด่น (Key Features) :ทนทานต่อสารเคมีรุนแรง (Superior Corrosion Resistance) :
ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมที่มีการกัดกร่อนสูงโดยเฉพาะ สามารถทนทานต่อสารเคมีได้ครบวงจรทั้ง กรด-ด่าง-และเกลือ (Acid-Base-Salt) ในระดับความเข้มข้นสูง
ประสิทธิภาพการติดตั้งเยี่ยม: วัสดุมีการขึ้นรูปและยึดเกาะที่ดีเยี่ยม (Excellent Processing & Molding) ทำให้งานติดตั้งออกมาสมบูรณ์แบบ
ความทนทานสูงสุด : เหมาะสำหรับพื้นที่อุตสาหกรรมหนักที่ต้องการมาตรฐานการป้องกันการกัดกร่อนที่เหนือกว่าระบบพื้นทั่วไป
พื้นที่การใช้งานที่แนะนำ (Recommended Applications)
เหมาะสำหรับพื้นที่อุตสาหกรรมที่ต้องสัมผัสสารเคมีรุนแรงหรือต้องการการป้องกันการกัดกร่อนเป็นพิเศษ ได้แก่ : อุตสาหกรรมเคมีและพลังงาน : โรงงานชุบโลหะไฟฟ้า (Electroplating Plants)
โรงงานผลิตแบตเตอรี่ (Battery Factories)คลังสินค้าหรือพื้นที่จัดเก็บสารเคมี (Chemical Storage Areas)
ระบบถังเก็บและบ่อพัก :โซนถังพักสารเคมีในโรงงาน (Chemical Tankers/Tankage)ถังเก็บน้ำขนาดใหญ่ (Large Water Tanks)
บ่อแยกสลายด้วยไฟฟ้า (Electrolytic Cells)
ระบบบำบัดน้ำเสีย :บ่อบำบัดน้ำเสียและถังพักน้ำทิ้ง (Sewage and Wastewater Treatment Tanks)
บ่อปรับสภาพความเป็นกรด-ด่าง (Acid-base Neutralization Tank)










ขั้นตอนการติดตั้งระบบพื้นไวนิลเรซิ่นไฟเบอร์กลาส (Installation Process)
1.การเตรียมพื้นผิว (Base Treatment) : ทำการขัดพื้นผิว ซ่อมแซมรอยแตกร้าว และกำจัดฝุ่นละอองให้สะอาดหมดจด ตามสภาพความเป็นจริงของพื้นคอนกรีตเดิม
2. การลงรองพื้น (Vinyl Primer) : ผสมไวนิลเรซิ่นกับตัวเร่งปฏิกิริยา (Accelerator) และตัวทำแข็ง (Curing Agent) ในอัตราส่วนที่กำหนด จากนั้นปาดเคลือบบางๆ
ให้ทั่ว เพื่อเสริมประสิทธิภาพการยึดเกาะสูงสุด
3. การปูชั้นไฟเบอร์กลาส (Fiberglass Laying) : ปูแผ่นใยแก้ว (Fiberglass Cloth) ให้ราบเรียบไปกับพื้น เชื่อมประสานด้วยน้ำยาไวนิลชั้นกลางใช้เกรียงรีดไล่อากาศและปาดให้เรียบเนียน โดยสามารถปูซ้อนทับกัน 1-3 ชั้น ตามความหนาที่ต้องการรับแรง
4. การลงชั้นกลาง (Intermediate Coat) : เมื่อชั้นใยแก้วแห้งดีแล้ว ให้ใช้เกรียงปาดน้ำยาไวนิลเรซิ่นทับอีก 1-2 เที่ยว เพื่อกลบผิวใยแก้วและปรับระดับพื้นผิวให้เรียบเนียนสม่ำเสมอ
5. การเคลือบผิวหน้า (Topcoat) : ปาดเคลือบชั้นสุดท้ายด้วยไวนิลท็อปโค้ท (Alkenyl Topcoat) ให้ทั่วพื้นผิว
มาตรฐานงานหลังทำ : พื้นผิวต้องมีความเงางาม สะอาด สีสันสม่ำเสมอทั่วกัน และต้องไม่พบการบวมพองหรือหลุดร่อน (No voids/Hollowing)
ระยะเวลาการเซ็ตตัวและการเปิดใช้งาน (Curing Time)(อ้างอิงที่อุณหภูมิเฉลี่ย 25°C)
หลัง 24 ชั่วโมง: พื้นผิวแห้งตัว สามารถเปิดให้คนเดินสัญจรได้
หลัง 72 ชั่วโมง: พื้นผิวแข็งแรงสมบูรณ์ สามารถรองรับน้ำหนักกดทับสูง (Heavy Pressure) ได้
(หมายเหตุ: หากอุณหภูมิหน้างานต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ระยะเวลาการแห้งตัวจำเป็นต้องขยายออกไปตามความเหมาะสม)
ข้อมูลจำเพาะและคุณสมบัติทางเทคนิค
มุมมองส่วนการก่อสร้าง

